7 เทคนิคทางจิตวิทยาที่จะช่วยให้คนอื่นชอบคุณมากขึ้น

Friends

บทความนี้จะช่วยให้คุณได้เรียนรู้เทคนิคที่จะทำให้ใครสักคนรู้สึกชอบหรือเป็นมิตรกับคุณ เป็นเทคนิคที่ใช้ได้จริงเพราะมีการวิจัยมาแล้ว แต่ว่าก็คงไม่ได้ถึงขั้นทำให้อีกฝ่ายตกลงปลงใจเป็นแฟนคุณได้ แต่จะเอาไว้ใช้ผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนในโรงเรียนและเอาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันกับคนอื่นๆในสังคมได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ

1.เลียนแบบเขา

เป็นเทคนิคที่มีชื่อเรียกว่า “mirroring” โดยการเลียนแบบพฤติกรรมของคู่สนนทนา เช่นภาษากายที่ใช้ระหว่างสนทนา , ทาทาง และการแสดงสีหน้า แต่ก็ต้องทำโดยไม่ให้เขารู้ตัวหรือดูออกว่าจงใจจนเกินไปนะ

ในปี ค.ศ.1999 นักวิจัยของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก มีบันทึกลงในเอกสารชื่อว่า “chameleon effect” กล่าวถึงการที่ผู้คนเลียนแบบพฤติกรรมของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการเลียนแบบนั้นจะทำให้เกิดความรู้สึกชื่นชอบขึ้นมา

โดยอาสาสมัครชายหญิง 78 คน จะจับคู่ทำการทดลองกับอีกคนหนึ่งซึ่งจริงๆแล้วเป็นคนของทีมงานวิจัย ทีมงานได้ทดลองการเลียบแบบในระดับต่างๆ ในขณะที่มีการแอบถ่ายวิดีโอเอาไว้ เพื่อที่จะวัดระดับความชื่นชอบของอาสาสมัครที่มีต่อคู่สนทนา

ผลการทดลองออกมาเป็นเอกฉันท์ ว่าอาสาสมัครจะรู้สึกชอบคู่สนทนาที่แอบเลียนแบบท่าทางของพวกเขา

2.ใช้เวลาร่วมกันกับเขาให้มากขึ้น

อ้างอิงจากทฤษฏี “mere-exposure effect” ระบุว่า “ผู้คนจะชอบสิ่งที่มีอะไรเหมือนตัวเอง”  ซึ่งความรู้นี้กลายเป็นปรากฏการณ์ในช่วงปี ค.ศ.1950 เลยทีเดียว เมื่อนักวิจัยของ MIT ค้นพบว่าเด็กมหาลัยที่พักอยู่ในบ้านพักติดๆกันมีโอกาสที่จะเป็นเพื่อนกันมากกว่าเด็กที่อยู่ในบ้านหลังที่ไกลออกไป

นั่นก็เพราะพวกเด็กที่ไกล้ชิดกันจะมีโอกาสได้มีประสบการณ์ที่ดีและได้มีปฏิสัมพันธ์กันทุกวัน เช่นการทักทายเวลาใช้ห้องครัวห้องเดียวกัน และจะค่อยๆพัฒนาความเป็นเพื่อนไปเอง

ผลการทดลองของมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์ก ให้อาสาสมัครหญิง 4 คนปลอมตัวเป็นเด็กมหาวิทยาลัยเข้าไปเรียนจิตวิทยา โดยผู้หญิงแต่ละคนจะเข้าออกจากห้องเรียนบ่อยเป็นจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน และเมื่อผู้วิจัยได้ทดลองแสดงรูปภาพของผู้หญิงทั้ง 4 คน ปรากฏว่าพวกผู้ชายในห้องเรียน มีความรู้สึกสนิทกับพวกเธอซึ่งเข้าเรียนเป็นประจำทั้งๆที่ไม่เคยทักทายกัน

3.การกล่าวชมผู้อื่นให้เขาได้ยิน

ผู้คนจะเอาคำพูดของคุณเวลาที่คุณพูดถึงผู้อื่นมาใช้สรุปว่าคุณเป็นคนยังไง มันคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “spontaneous trait transference”  ดังนั้นเราจึงต้องระวังคำพูดของตัวเองเวลาพูดถึงคนอื่นให้ใครฟัง ถ้าคุณพูดถึงคนอื่นในแง่ดีคนจะมองคุณในด้านบวก แต่ถ้าคุณพูดถึงคนอื่นในแง่ลบ คนที่ได้ฟังก็จะรู้สึกกับคุณในด้านลบ ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วคุณจะเป็นคนดีก็ตาม

4.พยายามอารมณ์ดีตลอดเวลา

คนเราจะได้รับอิทธิพลจากสภาวะอารมณ์ของคนใกล้ตัว อ้างอิงจากการค้นพบของมหาวิทยาลัยโอไฮโอและมหาวิทยาลัยฮาวายพบว่า ผู้คนมีความสามารถที่รับรู้ได้ถึงสภาวะอารมณ์ของคนไกล้ตัว โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว ดังนั้นถ้าคุณอยากให้ใครมีความสุขเวลาอยู่ใกล้คุณ ตัวคุณก็ต้องมีความสุขด้วย

5.จงเป็นเพื่อนกับเพื่อนของเขา

นี่เป็นทฤษฏีที่ถูกตั้งขึ้นมาในยุคของโซเชียลเน็ตเวิร์ค ซึ่งเราจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “triadic closure” คือการที่คนสองคนจะมีความรู้สึกสนิทสนมกันมากขึ้นถ้าหากว่าพวกเขามีเพื่อนคนเดียวกัน ซึ่งมีการทดลองจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียพบว่าผู้คนที่ใช้งาน Facebook มีโอกาสที่จะรับใครสักคนเป็นเพื่อนมากขึ้นถึง 80% ถ้าหากมีเพื่อนคนเดียวกันประมาณ 11 คน

6.อย่าพูดชมเชยอยู่ตลอดเวลา

การกล่าวชมมากเกินไปก็ไม่ดี พูดชมเชยไปหมดทุกเรื่องก็ไม่ดีอีก ซึ่งในทฤษฏี “gain-loss theory” ได้บอกไว้คำชมเชยจะใช้ได้ผลต่อเมื่อพูดออกมานานๆครั้งเท่านั้น  ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยมินนิโซตา จากอาสาสมัครที่มาทดลองถูกคนอื่นวิจารณ์ พบว่าไม่มีใครอยากเก่งกว่าคนอื่นไปทุกเรื่อง พวกเขาแค่อยากชนะคนอื่นในบางเรื่องเท่านั้น

7.จงมีความคิดเห็นแบบเดียวกับเขา

ถึงแม้ว่าคุณจะแค่แกล้งทำก็ตาม หมายถึงในกรณีที่คุณจำเป็นต้องทำให้เขาชอบคุณจริงๆเพื่อทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น มันมีทฤษฏีชื่อ “similarity-attraction effect” ซึ่งมาจากผลการทดลองที่มีการค้นพบว่าพวกนักศึกษาที่อาศัยอยู่ในห้องพักเดียวกันจะมีความรู้สึกชอบกันมากขึ้นเมื่อมีความคิดเห็นในเรื่องต่างๆที่คล้ายคลึงกันหรือมีน้ำหนักเท่ากัน เช่นเรื่อง เซ็กส์ , การเมือง และอื่นๆ

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll To Top