เกร็ดเล็กน้อยของลูกมังกร ไหว้เจ้าที่จุดธูปกี่ดอก และเรื่องน่ารู้ของ “ตี่จู่เอี้ย”

ตี่จู่เอี้ย

เชื่อว่าเหล่าลูกหลานที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนทั้งหลาย น่าจะคุ้นเคยกับภาพของศาลเจ้าขนาดเล็กที่วางอยู่ที่พื้นตรงกลางบ้านกันเป็นอย่างดี เราอาจเรียกได้ว่าศาลนี้ก็คือศาลเจ้าที่หรือศาลพระภูมิประจำบ้านตามคติไทย แต่คนไทยเชื้อสายจีนเรียกศาลเจ้าที่ประจำบ้านว่า “ตี่จู่เอี้ย” เป็นที่สถิตของเทพเจ้าประจำบ้าน การไหว้บูชาก็ถือเป็นการทำความเคารพและเพื่อเสริมความเป็นมงคลกับตนเองและครอบครัว ธรรมเนียมการไหว้ตี่จู่เอี้ยจริง ๆ แล้วมีการสืบทอดเป็นภูมิปัญญากันมาจากรุ่นสู่รุ่น แต่ในปัจจุบันอาจจะมีลบเลือนและเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามยุคสมัย ดังนั้น ถ้าลูกหลานมังกรมีการซื้อบ้านหรือที่อยู่ใหม่แล้วมีการตั้งศาลตี่จู่เอี้ย ก็คงอยากจะรู้วิธีการไหว้บูชาอย่างถูกต้อง อย่างการไหว้เจ้าที่จุดธูปกี่ดอก หรือต้องจัดของไหว้อย่างไร ครั้งนี้เราจึงมีข้อมูลดี ๆ มาบอกกัน

เรื่องควรรู้การตั้งศาลตี่จู่เอี้ย

การตั้งศาลตี่จู่เอี้ย

ก่อนจะไปถึงเรื่องการไหว้เจ้าที่จุดธูปกี่ดอก หรือต้องจัดของไหว้อย่างไร สิ่งสำคัญอย่างแรกเลยจะต้องรู้เรื่องหลักของการตั้งศาลตี่จู่เอี้ยก่อน หากหนุ่มสาวลูกมังกรซื้อบ้านใหม่ อยากหาซื้อศาลเจ้าที่ก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านที่ทำศาลเจ้าที่ขาย ปัจจุบันมีอยู่หลายแห่ง ขนาดโดยทั่วไปของศาลตี่จู่เอี้ยคนจีนนิยมทำขนาดให้ตามเลขมงคลของจีน ก็จะมีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 12, 16, 18, 24 นิ้ว จะเลือกเท่าไหร่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับขนาดและพื้นที่ของบ้าน พื้นที่จะจัดวางศาลรวมไปถึงพื้นที่ที่จะวางอาหาร เครื่องน้ำชา และกระถางธูปด้วย การตั้งศาลนั้นถ้าได้ผู้มีความรู้มาช่วยก็จะดีมาก หากหาไม่ได้หรือไม่มีผู้มีความรู้ในด้านนี้มาช่วย เจ้าของบ้านสามารถดำเนินการตั้งศาลตี่จู่เอี้ยเองได้ หลักการตั้งศาลตี่จู่เอี้ยนั้นก็จะยึดหลักคล้าย ๆ กับการตั้งศาลพระภูมิของคนไทยคือ จะตั้งไว้ชั้นล่างและให้ติดพื้นดินไว้ก็จะดีมาก เพราะคำว่า “ตี่จู่เอี้ย” นั้นถ้าแปลออกมาความหมายรวม ๆ แล้วก็คือ เทพเจ้าแห่งธาตุดิน ซึ่งตามหลักธาตุทั้ง 5 ของคนจีนแล้ว ธาตุดินถือเป็นรากฐานที่สำคัญของชีวิต คนเราใช้ชีวิตกินอยู่หลับนอนกับพื้นดิน ฉะนั้นจึงควรวางศาลตี่จู่เอี้ยบนพื้นดิน ทิศทางการวางก็ควรจะวางไว้บริเวณที่โล่งไม่อยู่ใต้ขื่อคาน ไม่ชิดประตูหรือ ไม่ชิดห้องน้ำ ห้องครัว

หลักการไหว้ตี่จู่เอี้ยให้ถูกต้อง

หลักการไหว้ตี่จู่เอี้ยให้ถูกต้อง

เมื่อมาถึงการไหว้เจ้าที่ตี่จู่เอี้ย คำถามแรก ๆ ที่คนมักสงสัยกันเลยก็คือ ไหว้เจ้าที่จุดธูปกี่ดอก และต้องมีเครื่องไหว้อาหารเครื่องน้ำชาอย่างไรบ้าง หลักการไหว้ตี่จู่เอี้ยนั้นยึดตามหลักธาตุทั้ง 5 ของคนจีน จึงมีหลักจำง่ายๆ  ว่าเครื่องไหว้ต่าง ๆ พยายามให้ลงเลข 5 เข้าไว้ อย่างกระถางธูปนั้นนอกจากจะมีผงธูปแล้วภายในจะบรรจุด้วยธัญพืช 5 อย่าง คนจีนเรียกว่า โหง่วเจ่งจี้ เป็นของมงคล 5 ชนิด คือ ข้าวเปลือก ข้าวเหนียวแดง เมล็ดถั่วแดง เมล็ดถั่วเขียว และเมล็ดสาคู ข้างกระถางก็ควรแปะด้วยผ้าแดงที่เรียกว่า อังติ้ว ธูปที่ใช้ไว้ไหวก็จะใช้ 5 ดอก และก็มีเทียนแดง 1 คู่ อาหารเครื่องน้ำชา ก็จะจัดเป็นถ้วยเล็ก ๆ 5 ถ้วย อย่างถ้าเป็นอาหารก็จะนิยมจัดชุดไว้เป็น โหงวแซ ของคาว 5 อย่าง บางคนอาจจะชุดเล็กเพื่อความประหยัดจะเป็น ซาแซ ของคาว 3 อย่างก็ได้ และก็จะมีขนมต่าง ๆ เช่น ขนมอี้ ขนมจันอับ ลักษณะนี้เป็นการไหว้อย่างเป็นทางการในช่วงเทศกาล แต่ถ้าไหว้ประจำวันทั่วไป อาจจะมีแค่น้ำชา 5 ถ้วย ส้ม 5 ลูก กระดาษไหว้ 1 ชุดก็เพียงพอแล้ว

เหล่านี้เป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ น่ารู้ของการไหว้เจ้าที่ตี่จู่เอี้ย ลูกหลานมังกรคนไหนที่สงสัยว่าไหว้เจ้าที่จุดธูปกี่ดอก ตอนนี้คงจะได้คำตอบกันแล้ว เมื่อรู้ขั้นตอนที่ถูกต้องแล้วก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันนะ จะได้เสริมสิริมงคลในชีวิต และบ้านจะได้มีเทวดารักษาอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข

 

7 เทคนิคทางจิตวิทยาที่จะช่วยให้คนอื่นชอบคุณมากขึ้น

Friends

บทความนี้จะช่วยให้คุณได้เรียนรู้เทคนิคที่จะทำให้ใครสักคนรู้สึกชอบหรือเป็นมิตรกับคุณ เป็นเทคนิคที่ใช้ได้จริงเพราะมีการวิจัยมาแล้ว แต่ว่าก็คงไม่ได้ถึงขั้นทำให้อีกฝ่ายตกลงปลงใจเป็นแฟนคุณได้ แต่จะเอาไว้ใช้ผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนในโรงเรียนและเอาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันกับคนอื่นๆในสังคมได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ

1.เลียนแบบเขา

เป็นเทคนิคที่มีชื่อเรียกว่า “mirroring” โดยการเลียนแบบพฤติกรรมของคู่สนนทนา เช่นภาษากายที่ใช้ระหว่างสนทนา , ทาทาง และการแสดงสีหน้า แต่ก็ต้องทำโดยไม่ให้เขารู้ตัวหรือดูออกว่าจงใจจนเกินไปนะ

ในปี ค.ศ.1999 นักวิจัยของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก มีบันทึกลงในเอกสารชื่อว่า “chameleon effect” กล่าวถึงการที่ผู้คนเลียนแบบพฤติกรรมของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการเลียนแบบนั้นจะทำให้เกิดความรู้สึกชื่นชอบขึ้นมา

โดยอาสาสมัครชายหญิง 78 คน จะจับคู่ทำการทดลองกับอีกคนหนึ่งซึ่งจริงๆแล้วเป็นคนของทีมงานวิจัย ทีมงานได้ทดลองการเลียบแบบในระดับต่างๆ ในขณะที่มีการแอบถ่ายวิดีโอเอาไว้ เพื่อที่จะวัดระดับความชื่นชอบของอาสาสมัครที่มีต่อคู่สนทนา

ผลการทดลองออกมาเป็นเอกฉันท์ ว่าอาสาสมัครจะรู้สึกชอบคู่สนทนาที่แอบเลียนแบบท่าทางของพวกเขา

2.ใช้เวลาร่วมกันกับเขาให้มากขึ้น

อ้างอิงจากทฤษฏี “mere-exposure effect” ระบุว่า “ผู้คนจะชอบสิ่งที่มีอะไรเหมือนตัวเอง”  ซึ่งความรู้นี้กลายเป็นปรากฏการณ์ในช่วงปี ค.ศ.1950 เลยทีเดียว เมื่อนักวิจัยของ MIT ค้นพบว่าเด็กมหาลัยที่พักอยู่ในบ้านพักติดๆกันมีโอกาสที่จะเป็นเพื่อนกันมากกว่าเด็กที่อยู่ในบ้านหลังที่ไกลออกไป

นั่นก็เพราะพวกเด็กที่ไกล้ชิดกันจะมีโอกาสได้มีประสบการณ์ที่ดีและได้มีปฏิสัมพันธ์กันทุกวัน เช่นการทักทายเวลาใช้ห้องครัวห้องเดียวกัน และจะค่อยๆพัฒนาความเป็นเพื่อนไปเอง

ผลการทดลองของมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์ก ให้อาสาสมัครหญิง 4 คนปลอมตัวเป็นเด็กมหาวิทยาลัยเข้าไปเรียนจิตวิทยา โดยผู้หญิงแต่ละคนจะเข้าออกจากห้องเรียนบ่อยเป็นจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน และเมื่อผู้วิจัยได้ทดลองแสดงรูปภาพของผู้หญิงทั้ง 4 คน ปรากฏว่าพวกผู้ชายในห้องเรียน มีความรู้สึกสนิทกับพวกเธอซึ่งเข้าเรียนเป็นประจำทั้งๆที่ไม่เคยทักทายกัน

3.การกล่าวชมผู้อื่นให้เขาได้ยิน

ผู้คนจะเอาคำพูดของคุณเวลาที่คุณพูดถึงผู้อื่นมาใช้สรุปว่าคุณเป็นคนยังไง มันคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “spontaneous trait transference”  ดังนั้นเราจึงต้องระวังคำพูดของตัวเองเวลาพูดถึงคนอื่นให้ใครฟัง ถ้าคุณพูดถึงคนอื่นในแง่ดีคนจะมองคุณในด้านบวก แต่ถ้าคุณพูดถึงคนอื่นในแง่ลบ คนที่ได้ฟังก็จะรู้สึกกับคุณในด้านลบ ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วคุณจะเป็นคนดีก็ตาม

4.พยายามอารมณ์ดีตลอดเวลา

คนเราจะได้รับอิทธิพลจากสภาวะอารมณ์ของคนใกล้ตัว อ้างอิงจากการค้นพบของมหาวิทยาลัยโอไฮโอและมหาวิทยาลัยฮาวายพบว่า ผู้คนมีความสามารถที่รับรู้ได้ถึงสภาวะอารมณ์ของคนไกล้ตัว โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว ดังนั้นถ้าคุณอยากให้ใครมีความสุขเวลาอยู่ใกล้คุณ ตัวคุณก็ต้องมีความสุขด้วย

5.จงเป็นเพื่อนกับเพื่อนของเขา

นี่เป็นทฤษฏีที่ถูกตั้งขึ้นมาในยุคของโซเชียลเน็ตเวิร์ค ซึ่งเราจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “triadic closure” คือการที่คนสองคนจะมีความรู้สึกสนิทสนมกันมากขึ้นถ้าหากว่าพวกเขามีเพื่อนคนเดียวกัน ซึ่งมีการทดลองจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียพบว่าผู้คนที่ใช้งาน Facebook มีโอกาสที่จะรับใครสักคนเป็นเพื่อนมากขึ้นถึง 80% ถ้าหากมีเพื่อนคนเดียวกันประมาณ 11 คน

6.อย่าพูดชมเชยอยู่ตลอดเวลา

การกล่าวชมมากเกินไปก็ไม่ดี พูดชมเชยไปหมดทุกเรื่องก็ไม่ดีอีก ซึ่งในทฤษฏี “gain-loss theory” ได้บอกไว้คำชมเชยจะใช้ได้ผลต่อเมื่อพูดออกมานานๆครั้งเท่านั้น  ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยมินนิโซตา จากอาสาสมัครที่มาทดลองถูกคนอื่นวิจารณ์ พบว่าไม่มีใครอยากเก่งกว่าคนอื่นไปทุกเรื่อง พวกเขาแค่อยากชนะคนอื่นในบางเรื่องเท่านั้น

7.จงมีความคิดเห็นแบบเดียวกับเขา

ถึงแม้ว่าคุณจะแค่แกล้งทำก็ตาม หมายถึงในกรณีที่คุณจำเป็นต้องทำให้เขาชอบคุณจริงๆเพื่อทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น มันมีทฤษฏีชื่อ “similarity-attraction effect” ซึ่งมาจากผลการทดลองที่มีการค้นพบว่าพวกนักศึกษาที่อาศัยอยู่ในห้องพักเดียวกันจะมีความรู้สึกชอบกันมากขึ้นเมื่อมีความคิดเห็นในเรื่องต่างๆที่คล้ายคลึงกันหรือมีน้ำหนักเท่ากัน เช่นเรื่อง เซ็กส์ , การเมือง และอื่นๆ

 

5 ข้อเท็จจริงของ “ปลวก” ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

Termites

ปลวกเป็นแมลงที่ใครต่อใครก็เกลียดแน่นอนเพราะว่าบางชนิดชอบกินไม้ในบ้านสร้างความเดือนร้อนเสียหายได้อย่างมากมายแต่พวกเรารู้จักปลวกน้อยเกินไป เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กตัวแสบชนิดนี้กลับมีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจและมีคุณค่าทางนิเวศวิทยาอย่างมาก แถมยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างพลังงานชนิดใหม่ๆในอนาคตอีกด้วย ในบทความนี้เราได้รวมเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาให้ได้อ่านกัน

1.ปลวกเป็นสัตว์ที่รวดเร็วที่สุดในโลก

ก่อนอื่นต้องบอกว่าแมลงก็ถือว่าเป็นสัตว์นะครับ แล้วก็ขอแสดงความเสียใจกับพวกเสือชีต้าร์ด้วยเพราะว่าพวกมันไม่ได้เป็นสัตว์ที่รวดเร็วที่สุดอย่างที่ใครๆเข้าใจกัน ส่วนเจ้าของสถิติสัตว์ที่เคลื่อนที่ได้รวดเร็วที่สุดในโลกคือ “น้องปลวก” นั่นเอง เพราะว่าพวกมันสามารถขยับขากรรไกรด้วยความเร็วถึง 157 ไมล์ต่อชั่วโมง ทำให้พวกมันจัดการกับศัตรูได้ด้วยการกัดแค่ครั้งเดียวเป็นการจู่โจมที่ยากแก่การหลบหลีก เมื่อเทียบกับการวิ่งของเสือชีต้าร์ซึ่งมีความเร็ว 76 ไมล์ต่อชั่วโมง แล้วถือว่าเด็กๆไปเลย

2.พวกมันเป็นเกษตรกร

ไม่ใช่มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ปลูกพืชผักทำฟาร์มไว้ผลิตอาหาร พวกปลวกมันก็สร้างฟาร์มได้เหมือนกันและทำกันมานานถึง 25 ล้านปีแล้วด้วย ในขณะที่มนุษยพึ่งจะเริ่มทำการเกษตรได้เพียง 23,000 ปีเท่านั้น พวกปลวกบางชนิดได้พัฒนาความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับเชื้อราขึ้นมาและได้มีการเพาะปลูกเชื้อราใต้ดินเพื่อใช้เป็นอาหาร ถ้าหากว่าพวกตัวที่เป็นราชินีปลวกรุ่นใหม่จะบินจากไปเพื่อสร้างอาณานิคมขึ้นมาใหม่พวกมันจะเอาสปอร์เชื้อราติดตัวไปด้วยเสมอ

3.ร่างกายปลวกคือเหมืองจุลินทรีย์ชั้นดี

ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เริ่มเข้าใจแล้วว่าจุลินทรีย์มีบทบาทอะไรกับร่างกายมนุษย์และสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นในโลก แต่ในกรณีของปลวกนั้นถือว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ นักวิทยาศาสตร์พบว่า 90% ของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของปลวกนั้นไม่สามารถถูกค้นพบได้จากที่ใดในโลก เอาเฉพาะในข้อต่อลำไส้ของปลวกเพียงอย่างเดียวก็มีแบคทีเรียอาศัยอยู่ในนั้นประมาน 1,400 ชนิดเข้าไปแล้ว โดยพวกจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนแปลง ไม้ที่อุดมด้วยเซลลูโลสและหญ้าแห้งที่ปลวกกินเข้าไปให้กลายเป็นพลังงาน แน่นอนว่าพวกนักวิทยาศาสตร์ต้องการใช้ปลวกเพื่อเอามาใช้สร้างเชื้อเพลิงชีวภาพจากพืช

4.พวกมันสามารถสร้างเครื่องปรับอากาศได้

ปลวกบางสายพันธุ์ได้พัฒนาวิธีการควบคุมสภาพอากาศในรังอย่างได้ผลมากขึ้นมาโดยจะสร้างปล่องระบายอากาศขึ้นมาที่ด้านบนสุดของรังปลวกโดยมีลักษณะคล้ายกับปล่องไฟ เจ้าสิ่งก่อสร้างนี้จะทำหน้าที่เหมือนเป็นปอดให้กับรังปลวกคอยระบายอากาศเข้าออก แถมยังทำให้อุณหภูมิข้างนอกรังและในรังเป็นไปในทางตรงกันข้าม ถ้าอุณหภูมิด้านนอกรังร้อนข้างในรังก็จะเย็น แต่ถ้าข้างนอกเป็นอากาศหนาวเย็นข้างในรังก็จะอบอุ่น

 5.ปลวกเกือบทั้งหมดไม่ใช่ศัตรูของเรา

โลกนี้มีปลวกประมาณ 2,800 สายพันธุ์ ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้มีความสนใจที่จะมากินไม้ในบ้านของเราเลย มันจะมีปลวกแค่เพียง 28 สายพันธุ์เท่านั้นที่ชอบกินบ้าน ในขณะที่อีกหลายพันชนิดมีประโยชน์ต่อระบบนิเวศช่วยย่อยสลายต้นไม้ที่ตายแล้ว และช่วยทำให้ใต้ดินมีอากาศซึ่งเกิดขึ้นจากโพรงใต้ดินของพวกมัน เครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินของพวกมันซึ่งกระจัดกระจายเต็มไปหมดจะช่วยให้อากาศในพื้นที่นั้นดีมากขึ้น ทุ่งหญ้าซาวันน่ามีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ก็เพราะว่ามีจอมปลวกอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าบางคนจะเกลียดพวกมันขนาดไหนแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำรงอยู่ของพวกปลวกนั้นสำคัญต่อโลกนี้อย่างแน่นอน

5 เรื่องน่ารู้ของ สุสานสำหรับทหารไร้นาม

Tomb of the unknown soldier

ในวันทหารผ่านศึกเมื่อปี ค.ศ.1921 ประธานาธิบดี วาร์เรน จี. ฮาร์ดิง ได้เข้าทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีฝังศพของเหล่าทหารที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่สุสานแห่งชาติในเมืองอาร์ลิงตัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีศพของทหารไร้นามซึ่งไม่สามารถระบุตัวตนได้ว่าเป็นใครถูกฝังในสุสานแห่งนี้เพิ่มขึ้นมาอีก 3 คน เพื่อเป็นอนุสรณ์และได้รับการฝังศพอย่างเป็นพิธี โดยสุสานนี้มีชื่อว่า “Tomb of the Unknown Soldier” ในบทความนี้เราได้รวมเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับสุสานแห่งนี้ให้ได้อ่านกัน

1.มีศพทหารไร้นามจากสงครามโลกทั้งหมด 4 คนที่ได้รับเป็นตัวเลือกในการถูกฝังไว้ที่นี่

เพื่อที่จะสุ่มเลือกอย่างเท่าเทียม ศพของทหารไร้ชื่อทั้งสี่นายนี้ถูกขุดมาจากสุสานทหารอเมริกัน 4 แห่งที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศสพูดง่ายๆคือยังมีศพทหารไร้ชื่ออีกจำนวนมากที่ไม่ได้กลับประเทศ โดยมีทหารชื่อ Edward F. Younger ซึ่งได้รับเหรียญกล้าหาญมาทำหน้าที่ขุดหลุมให้ โดยเขาจะต้องเลือกฝังแค่เพียงศพเดียวเท่านั้น อีกสามศพที่เหลือจะได้รับการโปรยดอกกุหลาบสีขาวและส่งกลับไปฝังที่สุสานในฝรั่งเศสเช่นเดิม

2.ศพทหารไร้นามจากสงครามอื่นๆ

มีการคัดเลือกศพทหารไร้นามจากสงครามโลกครั้งที่สองด้วยเช่นกันเพียงแต่ว่าคราวนี้ทำการสุ่มศพทหารมาแค่เพียงสองศพเท่านั้น โดยเป็นศพของทหารเรือที่รบในมหาสมุทรแปซิฟิก 1 คน และเป็นทหารที่รบในน่านน้ำยุปโรปอีกหนึ่งคน แต่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับเลือก ส่วนอีกคนถูกทำพิธีฝังลงในทะเล

นอกนั้นยังมีศพทหารไร้นามอีก 4 นายที่ร่วมรบในสงครามเกาหลี ถูกคัดเลือกเพียง 1 ศพ ฝังอยู่ใกล้ๆกับศพทหารไร้นามในสองครามโลกครั้งที่สอง

3.ภายหลังสามารถระบุตัวตนได้ 1 ศพเท่านั้น

เป็นศพของทหารไร้นามที่เข้าร่วมรบในสงครามเวียดนาม ภายหลังมีการตรวจ DNA พบว่าเขาคือทหารอากาศรูปหล่อชื่อว่า “Michael Joseph Blassie” เครื่องบินของเขาถูกทหารเวียดนามยิงตกในปี ค.ศ.1972 ถึงแม้ว่าจะสามารถระบุตัวตนได้แล้วแต่ทางญาติก็ตัดสินใจให้นำศพไปฝังไว้ที่สุสานแห่งชาติ “Jefferson Barracks” และก็ไม่ได้มีการคัดเลือกศพใหม่มาแทนเป็นอย่างใด เพื่อเป็นความหวังว่าในภายหลังจะมีการสามารถระบุตัวตนของศพทหารไร้นามได้

4.ก่อสร้างโดยช่างฝีมือในตำนาน

ทีมแกะสลักหินอ่อนที่ใช้สร้างสุสานสำหรับทหารไร้นามเป็นทีมเดียวกันกับที่แกะสลักหินให้กับอนุสรณ์สถานอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกา พวกเขาคือพี่น้องตระกูล “Piccirilli” ซึ่งเคยตัดหินอ่อนสำหรับใช้สร้างรูปปั้นประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น และ รูปปั้นสิงโตหน้าห้องสมุด “New York Public Library” นอกจากนั้นยังแกะหินทำเป็นอนุสาวรีย์ในสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์ก และยังมีผลงานอื่นๆอีกมากมาย

5.มีการจัดเวรยามเฝ้าสุสานทหารไร้นามตลอด 24 ชั่วโมงมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1937

ทหารเฝ้าสุสานกลุ่มนี้มาจากกลุ่มทหารหน่วยที่ 3 ของกรมทหารราบสหรัฐอเมริกา พวกเขาถูกขนานนามว่า “The Old Guard” และพวกเขาเป็นกลุ่มทหารที่เก่าแก่ที่สุดของกองทัพอเมริกาที่ยังคงรับราชการอยู่ พวกเขาจะเฝ้าสุสานกันแบบตลอดเวลาและตลอดทั้งวัน ถึงแม้ว่าจะเป็นวันปิดทำการเพราะสภาพอากาศแปรปรวนก็ตาม

Scroll To Top